วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

  สพฐ.'สนองเต็มที่ทำ 5หลักสูตรมีงานทำ (15 ก.ย.54)

         นาย ชินภัทร ภูมิรัตน เลขา ธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนัก งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัดให้ตอบสนองต่อ นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่ต้อง การจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ โดยให้จัดหลักสูตรตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น สพฐ.จึงเตรียมปรับโครงสร้างเวลาเรียนใหม่ออกมาเป็น 5 รูปแบบ ที่เหมาะสมกับ รร.ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวจะอยู่ภายใต้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ทั้งนี้ สำหรับโครงสร้างหลักสูตรฉบับปัจจุบันกำหนดสัดส่วนเวลาเรียน โดยแบ่งเป็นการเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนร้อยละ 70 และ การฝึกปฏิบัตินอกห้องเรียนร้อยละ 30 ซึ่งอาจ ไม่เหมาะสมกับ รร.ในชนบท เพราะนักเรียนตามชนบทเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมแล้วไม่ได้มุ่งเข้าสู่ มหาวิทยาลัยทุกคนเหมือนนักเรียน รร.ในเมือง ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเรียนวิชาการมากเกินจำเป็น แต่ควรเน้นฝึกปฏิบัติเพื่อให้เขามีทักษะความรู้ติดตัวสามารถใช้ประกอบอาชีพ เลี้ยงตัวเองได้หลังจบการศึกษา
               เลขาฯ กพฐ.กล่าวต่อว่า โครง สร้างเวลาเรียนใหม่ทั้ง 5 รูปแบบนั้น จะมีการกำหนดสัดส่วนเวลาเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนและภาคปฏิบัตินอกห้องเรียนลดหลั่นกันไป เริ่มตั้งแต่ 70-30 และจะทยอยลดสัดส่วนการเรียนวิชาการลงจนเหลือ 30-70 ในรูปแบบสุด ท้าย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการลดเวลาเรียนวิชาการลง อาจต้องบูร ณาการการเรียน 8 กลุ่มสาระวิชาไว้ด้วยกัน เพื่อประหยัดชั่วโมงเรียน จาก 8 กลุ่มสาระวิชา อาจเหลือ บูรณาการแค่ 5 กลุ่ม ในบางรูปแบบ เบื้องต้น รร.ก็จะเป็นผู้พิจารณาเลือก เองว่า จะจัดการเรียนการสอนตาม รูปแบบใดเพื่อให้เหมาะกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นภาระ แก่ รร.และครูมากเกินไป สพฐ.ได้มอบให้สำนักวิชาการและมาตร ฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สวก.) ไปจัดทำตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนของแต่ละรูปแบบออกมาเป็นแนวทางให้ รร.นำไปประยุกต์ใช้ โดยจะทำเป็นคู่มือแจกไปตามสถานศึกษา และเตรียมดำเนินการตามนโยบายนี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2555
"ความคาดหวังของ ศธ.นั้น ไม่ได้ต้องการให้นักเรียนที่จบมัธยมมุ่งเข้าสู่มหาวิทยาลัยทุกคน แต่ ต้องการให้สามารถนำเอาความรู้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นรูปแบบการจัดการศึกษาต้องมีความหลากหลาย เราไม่ต้องการให้เด็กเรียนอยู่ในบล็อกเดียวกัน คือเน้นเรียนวิชาการเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย อย่างนี้ไม่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและเป็นการลงทุนทางการศึกษาที่ไม่คุ้ม ค่า เด็กต้องเรียนไปเพื่อทำ งาน ไม่ใช่เรียนจบไปรองาน" นายชินภัทรกล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
สาระสำคัญ : ศึกษาธิการ * สพฐ.เตรียมจัดทำหลักสูตรจบไปมีงานทำ สนอง รมว.ศธ. "ชินภัทร" ระบุเป็น 5 หลักสูตรใหม่อยู่ภายใต้หลักสูตรแกนกลาง แล้วแต่โรงเรียนจะเลือก จุดเปลี่ยนหลักๆ หดเรียนในห้องเหลือ 30% อีก 70% เป็นฝึกงานล้วนๆ

                       

 เตือนหลักสูตร 30/70 ได้แค่แรงงานไร้กึ๋น




เตือนหลักสูตร 30/70 ได้แค่แรงงานไร้กึ๋น (ไทยโพสต์)

           "สุขุม" เตือน สพฐ.ควรระมัดระวังหลักสูตร 30/70 จบแล้วมีงานทำ เรียนวิชาการน้อยแค่ 30% อาจทำให้เด็กมีปัญหา ไม่มีความรู้พื้นฐานสำคัญติดตัว ต่อไปจะกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ "ด้านสมพงษ์ จิตระดับ" ชี้ สพฐ.ไม่ควรบ้าจี้ ตาม รมว.ศธ.ใหม่ ห่วงรื้อหลักสูตรใหม่ เรียนทฤษฎีแค่ 30% จะทำให้คุณภาพการศึกษาแย่ลง แนะให้คงอัตราไว้ที่เดิม แต่เพิ่มความเข้มข้นจะดีกว่า ชี้เรื่องการศึกษาตอบโจทย์ตลาดแรงงานอย่างเดียวไม่ได้ เพราะยังมีความเป็นพลเมือง และลักษณะความเป็นมนุษย์ด้วย พร้อมเสนอหลักสูตร 30:40:30 กลับไปให้ สพฐ.ด้วย

           รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในฐานะหนึ่งในกรรมการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวถึง การเตรียมปรับโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 โดยทำเป็น 5 รูปแบบ มีสัดส่วนเวลาเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนและภาคปฏิบัตินอกห้องเรียนลดหลั่นกัน ไป เริ่มตั้งแต่สัดส่วน ร้อยละ 70:30, 60:40, 50:50 และจะทยอยลงจนเหลือ 30:70 ในรูปแบบสุดท้าย เพราะต้องการลดการเรียนวิชาการลงเพิ่มการฝึกปฏิบัตินอกห้องโดยให้โรงเรียน เป็นผู้พิจารณาเลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่โรงเรียนตั้งอยู่ว่า ตนมองว่าหาก สพฐ.จะทำรูปแบบให้เลือกนั้น ควรให้พ่อแม่และนักเรียนเป็นผู้เลือกจะเหมาะสมกว่า นั่นเพราะพ่อแม่แต่ละคนมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน

           เพราะบางคนต้องการให้ลูกมีพี้นฐานความรู้ทางวิชาการมากเพื่อต่อยอดในการ ศึกษาต่อในระดับปริญญา ขณะที่บางคนก็ไม่ได้มุ่งเน้นวิชาการแต่อยากเน้นเรื่องการนำความรู้ไปสู่การ มีงานทำได้เลย แต่หาก สพฐ.จะให้โรงเรียนเป็นผู้เลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้น ตนเห็นว่าโรงเรียนก็ควรจะต้องทำหลายรูปแบบเพื่อให้เด็กได้เลือกตามที่ต้อง การมากกว่าจะเลือกให้เอง และ สพฐ.ต้องไม่ลืมว่าโรงเรียนมีจำนวนมาก และในแต่ละพื้นที่ก็มีหลายโรงเรียนเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรจะกำหนดทิศทางให้ชัดเจน
           อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สุขุมได้กล่าวเตือนถึง การลดวิชาการในหลักสูตรรูปแบบสุดท้ายเหลือเพียงร้อยละ 30 นั้น สพฐ.ต้องให้ความระมัดระวัง ต้องเอาจริงเอาจังในเรื่องวิชาการในส่วนนี้ อะไรที่เป็นวิชาการที่สำคัญ เด็กจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ติดตัวเพื่อนำไปใช้ต่อยอดการประกอบอาชีพก็ ต้องทำอย่างเข้มข้น ไม่ใช่กำหนดแนวทางไปแล้ว ก็ปล่อยให้ลื่นไหลไปคนละทางไม่เช่นนั้นเด็กที่จบออกไปจะกลายเป็นแรงงานที่ ไม่มีคุณภาพ ที่สำคัญคือการต้องสร้างความเข้าใจต่อครูผู้สอน และพ่อแม่ของนักเรียนให้ดีด้วยถึงแนวทางดังกล่าว

           นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าวที่จะวิชาภาคปฏิบัติมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 และเหลือวิชาภาคทฤษฎีร้อยละ 30 เพราะเด็กในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานควรจะได้เรียนทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชาเป็นหลัก เพื่อจะได้รู้ศักยภาพของตัวเองในการเลือกเรียนในระดับที่สูงกว่า และทำงานต่อไป อีกทั้งการสอนภาคปฏิบัติของไทยจากเดิมกำหนดร้อยละ 30 ครูก็ยังทำไม่เป็นเลย ทั้งนี้ หากจะมีการรื้อปรับหลักสูตรเพื่อให้มีงานทำควรจะเริ่มที่ระดับอาชีวศึกษาและ อุดมศึกษาจะดีกว่า

           "สพฐ.จะต้องไม่บ้าจี้ไปกับนักการเมืองที่ต้องการจะให้ปฏิรูปการศึกษาเพื่อ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานอย่างเดียว เพราะการศึกษายังมีเรื่องของความเป็นมนุษย์ คุณลักษณะของพลเมืองที่ดีด้วย ดังนั้น ควรจะกลับไปดูว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กควรจะได้เรียนใน ทุกกลุ่มสาระ ทั้งนี้ ผมก็เห็นด้วยหาก รมว.ศึกษาธิการต้องการจะปฏิรูปหลักสูตร เพราะมันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว แต่ไม่ใช่มาเปลี่ยนอย่างนี้" อ.จุฬาฯ กล่าว และว่า นอกจากนี้ตนก็มีข้อเสนอการกำหนดอัตราส่วนหลักสูตรกลับไปให้ สพฐ.ด้วย โดยให้แบ่งเป็น 30:40:30 ได้แก่ เรียนจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ที่มีเนื้อหาเรื่องอาเซียน สถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่ทันยุคทันสมัยในร้อยละ 30 เรียนรู้จากภาคทฤษฎีตาม 8 กลุ่มสาระเหมือนเดิมร้อยละ 40 และเรียนรู้จากภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้นร้อยละ 30 เหมือนเดิม.



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://education.kapook.com/

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

          ขอแสดงความยินดีกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ด้วยนะครับ ได้พักผ่อนกัน่เสียทีหลังจากทำหน้าที่ที่แสนหนักหนาสาหัสสมกับคำว่า "ครู"อย่างสมภาคภูมิ  ยิ่งสภาพการเรียนการสอนในสมัยปัจจุบัน มันแสนที่จะสาหัสสากรรจ์ที่เพิ่มภาระให้ครูต้องปวดเศียรเวียนเกล้าฯกันไม่เว้นแต่ละวัน ด้วยทฤษฎีและนวัตกรรมใหม่ ๆที่นำมาให้ครูทดลอง ยิ่งนักเรียนในทุกวันนี้ พฤติกรรมก็แสนจะหนักอกหนักใจ เครียดกับการสอนเกือบทุก ๆ ห้องที่รับผิดชอบ
             มาตรฐานความประพฤตินักเรียนในปัจจุบันเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน
ไปหมดทุก ๆ โรงเรียน ความรับผิดชอบ ลดน้อยถอยลง ความมีมารยาท ขาดตกบกพร่องเป็นอย่างมาก ความสุภาพอ่อนโยน เหือดหาย นี่แหละที่ครูในยุคพ.ศ.นี้ต้องเผชิญกันอยู่ และต้องเผชิญกันต่อไป
             ความยุ่งเหยิงที่ถาโถมสู่ครูเรา ทำให้เวลาในการทำหน้าที่ครูแท้ ๆ ลดน้อยลง เกิดภาวะความเครียดเข้ารุมเร้า ด้วยบรรยากาศการเรียนการสอนในชั้นเรียน  คนที่อยู่ก็ต้องทรหดอดทนกันต่อไปนะครับ
             โบกมือบ๊ายบาย เพื่อน ๆ พี่ ๆ ทุกท่าน ครูเก่าครูแก่แห่งวรนารีเฉลิม
ลดน้อยถอยลงไปอีกหลายท่านอย่างน่าเสียดาย ไปแล้วหันหลังกลับมาเยี่ยม พวกเราชาววรนารีเฉลิม บ้างนะ อย่าลืมเสียล่ะ
 

                       
                                       ครู
           ครูมิใช่ช่างปั้นอันวิจิตร           แต่ต้องคิดวาดวางกางแผนผัง
        ครูมิใช่นายทุนหนุนกำลัง            ต้องเก็งทั้งขาดทุนตุนกำไร
        ครูมิใช่พ่อค้านายพาณิชย์            ดีดลูกคิดคาดการณ์ด้านไหนไหน
        แต่ยังเป็นผู้ค้าอย่างเต็มใจ            ยอมขาดทุนตลอดไปชั่วนิรันดร์
        ครูมิใช่นักปกครองช่ำชองศึก       แต่ก็คึกคะนองปกป้องขั้น
        ครูมิใช่นักวิชาการเชี่ยวชาญครัน  แต่โชกโชนด้วยผูกพันวิชาการ
        ครูมิใช่นักแสดงโลกแสงสี           แต่สวมบททุกที่ด้วยอาจหาญ
        ครูมิใช่ผู้กำกับผู้บงการ               แต่เฉียบขาดในแผนงานการบัญชา
        ครูมิใช่นักพากย์ฝีปากจัด           แต่สัมผัสการพากย์ยากจะหา
       ครูมิใช่ผู้ทรงศีลธรรมจรรยา       แต่เมตตาแผ่เผื่อเกื้อการุณย์
       นี่แหละครูเป็นได้หลายสถาน      ทุกเหตุการณ์ช่วยฉุดช่วยอุดหนุน
       ช่วยเผื่อแผ่แก้ไขช่วยค้ำจุน         ผู้มีคุณเปี่ยมแปรอย่างแท้จริง


http://www.mettadham.ca/teacher%27s%20poem1.htm

อ.กิตตินันท์ อีกท่านหนึ่งที่เกษียณแต่ไม่ได้ร่วมถ่ายภาพ

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554


ความเป็นมาของวันแม่
     ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว 
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย
     งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
     ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
      สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่คือ ดอกมะลิ เป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย

กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันแม่แห่งชาติ
  • ดอกมะลิ ดอกไม้สัญลักษณ์วันเเม่ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพรแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
  • การประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ และประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
  • จัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับวันแม่ เช่น การจัดนิทรรศการ การแสดง การประกวดต่างๆ เพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่
  • การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศล
  • นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรจากแม่
  ข้อมูลจาก http://www.thaigoodview.com/node/6662

ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 ค่าน้ำนมเด็กร้อง.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 ทำนองเพลงค่าน้ำนม.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 ทำนองเพลงคือหัตถาครองภพ.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 _33614_.mp3
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 030 อ้อมอกแม่.mp3
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 049 อำลาดาว.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 03-คนพิเศษ.mp3
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 04-ค่าน้ำนม.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 05-สองมือแม่.mp3
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 06-เป็นห่วงคนไกล.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 07-รักที่ยิ่งใหญ่.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 08-ใครหนอ.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 09-สู้เพื่อแม่.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 10-น้ำตาแม่.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 11-หัวใจสลาย.mp3 
ฟัง ชนิดของไฟล์: mp3 12-คิดถึงแม่.mp3 

ข้อมูลจาก http://www.kroobannok.com/blog/16501

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ พระราชธิดาพระองค์เดียวแห่งรัชกาลที่ 6


พล เอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงประสูติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เป็นพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวกับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี  ประสูติ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง ก่อนที่สมเด็จพระบรมชนกนาถจะเสด็จสวรรคตในอีกหนึ่งวันต่อมา
พระองค์ ทรงมีพระสิริโฉมและพระจริยวัตรงดงาม พร้อมด้วยพระอัจฉริยภาพในทุกๆ ด้าน และเป็นที่เคารพเทิดทูนในหมู่ผสกนิกรของพระองค์อย่างหาที่เปรียบมิได้
พระ นาม เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระนามที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัว พระราชทานในพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้คำนำหน้าพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าภาติกา เธอ ต่อมาในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ออกคำนำหน้าพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้า ภคินีเธอ และคำนำหน้าพระนามนี้ยังใช้จนถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรม หาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ทรงเป็นพระกุลเชษฐ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ในปัจจุบัน
พระราช กรณียกิจสำคัญที่ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติด้วยพระวิริยภาพมาโดยตลอด ที่สำคัญคือ การปฏิบัตพระราชกรณียกิจแทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในโอกาสต่างๆ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ได้ทรงรับสถาบันและองค์กรต่างๆ ไว้ในพระอุปถัมภ์เป็นจำนวนกว่า 30 แห่ง
สมเด็จ พระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16.37 น. ด้วยพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ณ ตึก 84 ปี โรงพยาบาลศิริราช สิริรวมพระชนมายุ 85 พรรษา

ข้อมูลจาก http://blog.th.88db.com/?p=9472

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คำตัดสินศาลโลกคดีเขาพระวิหาร พ.ศ.2505

คลิปย้อนอดีตคดีปราสาทเขาพระวิหาร2505

คลิปคำสั่งชั่วคราวศาลโลกกรณีเขาพระวิหาร 2554

คำสั่งศาลโลก

ศาลโลก สั่งทั้งไทย - เขมร ถอนทหารพ้นพื้นที่พิพาท
ศาล กรุงเฮก ของสหประชาชาติ ได้มีคำสั่งพิพากษาให้ไทยและกัมพูชาถอนทหารออกจากเขาพระวิหารทั้งสองฝ่าย จากพื้นที่ขัดแย้งรอบเขาพระวิหาร บริเวณพรมแดนไทยและกัมพูชา 
โดย กำหนดให้เป็นพื้นที่พิพาทเป็นเขตปลอดทหาร และเรียกร้องให้ฝ่ายไทยและกัมพูชาเปิดโต๊ะเจรจาขจัดข้อขัดแย้งระหว่างกัน นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้ไทยและกัมพูชายอมให้เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้าไป สังเกตการณ์พื้นที่ขัดแย้งดังกล่าวด้วย


ข้อมูลโดย :